ส่องเบื้องหลังโบรกเกอร์กับ ค่า Spread ที่เราจ่ายถูกแปรงเป็นรายได้ของใครบ้าง

Spread คืออะไร

เวลาที่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟน แล้วกดปุ่มส่งคำสั่งซื้อหรือขายในตลาดการเงิน สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นจนชินตาคือ ตัวเลขติดลบสีแดงในวินาทีแรกที่ออเดอร์เริ่มทำงาน เทรดเดอร์ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งนั้นเกิดจากค่าธรรมเนียมแฝงที่เรียกว่า “Spread” แต่เคยตั้งคำถามกันไหมว่า เงินส่วนต่างที่เราต้องจ่ายไปในทุกๆ วินาทีนั้น แท้จริงแล้วมันเดินทางไปไหน? เบื้องหลังกระดานเทรดที่กระพริบไปมา เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกจัดสรรและแบ่งเค้กแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ของใครบ้าง?

วันนี้เราจะมาทำตัวเป็นนักสืบทางการเงิน พาไปส่องเบื้องหลังระบบนิเวศของโบรกเกอร์ เพื่อดูว่าเม็ดเงินจากค่าส่วนต่างราคาเดินทางไปเข้ากระเป๋าใครในห่วงโซ่อุปทานนี้

Spread คือ อะไรในระบบนิเวศการลงทุน?

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราต้องมาทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานกันก่อนว่า Spread คืออะไร ในกลไกตลาดการเงินทั่วไป Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ซึ่งเปรียบเสมือนป้ายราคาแฝงที่อยู่บนสินทรัพย์ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นฟอเร็กซ์ ทองคำ หรือหุ้น หากจะอธิบายให้ลึกลงไปอีกขั้น Spread คือ เม็ดเงินดิบที่เทรดเดอร์ยอมจ่ายเพื่อแลกกับการได้เข้าสู่ตลาดในทันที โดยโบรกเกอร์จะเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรเงินก้อนนี้ส่งต่อไปยังเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังการจับคู่คำสั่งซื้อขายทั้งหมดนั่นเอง โดยผู้ที่ได้รับรายได้จากส่วนนี้ จะมีดังต่อไปนี้ครับ

ผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Providers: LPs) – พี่ใหญ่รายแรกที่ได้ส่วนแบ่ง

เบื้องหลังโบรกเกอร์ที่เราใช้บริการอยู่ ไม่ได้มีคลังสินทรัพย์หรือเงินตราต่างประเทศมหาศาลขนาดที่จะมารองรับคำสั่งซื้อขายของคนทั้งโลกได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น โบรกเกอร์จึงต้องไปเชื่อมต่อระบบกับ “ผู้ให้บริการสภาพคล่อง” หรือที่เรียกกันว่า Liquidity Providers ซึ่งส่วนใหญ่คือธนาคารระดับโลก (เช่น JPMorgan Chase, Deutsche Bank, Citi) หรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่

ในความเป็นจริง ราคาดิบที่ส่งมาจากธนาคารเหล่านี้จะมีค่าส่วนต่างที่แคบมาก แต่เมื่อโบรกเกอร์ส่งคำสั่งซื้อขายของเราไปจับคู่ในระบบธนาคาร เงินส่วนหนึ่งที่เรียกว่า Spread คือ สิ่งที่ต้องจ่ายให้แก่ LPs เหล่านี้เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่พวกเขายอมสละสภาพคล่องและรับความเสี่ยงจากออเดอร์ของเรา ยิ่งโบรกเกอร์ไหนมีเครือข่าย LPs คุณภาพดี ก็จะยิ่งได้ต้นทุนราคาดิบที่ถูกลง

โบรกเกอร์ (Brokers) – ผู้นำมา “Markup” เปลี่ยนเป็นกำไรของบริษัท

แน่นอนว่าผู้ที่เปิดประตูให้เราเข้าสู่ตลาดอย่างโบรกเกอร์ คือผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากเงินก้อนนี้ โบรกเกอร์ประเภทที่ส่งคำสั่งเข้าตลาดโดยตรง (STP/ECN) จะได้รับราคาดิบมาจาก LPs แล้วนำราคานั้นมาทำการ “Markup” หรือบวกส่วนต่างเพิ่มเข้าไปเล็กน้อยตามนโยบายของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น หากราคาดิบจากธนาคารมีระยะห่างอยู่ 5 จุด โบรกเกอร์อาจจะบวกเพิ่มเข้าไปอีก 10 จุด รวมเป็น 15 จุด เพื่อแสดงบนหน้าจอของเรา ส่วนต่าง 10 จุดที่บวกเพิ่มขึ้นมานี่เองคือรายได้หลักที่โบรกเกอร์นำไปใช้ในการบริหารองค์กร จ่ายเงินเดือนพนักงาน พัฒนาระบบแอปพลิเคชันการเทรดให้เสถียร และเป็นกำไรสุทธิของบริษัท ดังนั้น สำหรับบริษัทนายหน้าแล้ว Spread คือ อู่ข้าวอู่น้ำที่คอยหล่อเลี้ยงธุรกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

ผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Brokers: IBs) และพันธมิตร (Affiliates)

สำหรับใครที่สมัครเปิดบัญชีเทรดผ่านลิงก์แนะนำของเพื่อน หรือผ่านโค้ดของโค้ช/อาจารย์สอนเทรดในสื่อสังคมออนไลน์ คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า เงินค่าส่วนต่างที่คุณจ่ายไปในทุกๆ ออเดอร์ ส่วนหนึ่งได้ถูกซอยย่อยและโอนไปเป็นค่านายหน้าให้แกบุคคลเหล่านั้นด้วย

ในโมเดลธุรกิจสากล โบรกเกอร์จะแบ่งสัดส่วนรายได้ที่ได้จากการ Markup ราคา กลับคืนไปให้แก่คนที่เป็นผู้หาลูกค้ามาสมัครใช้งาน (IBs) ยิ่งลูกค้าเทรดบ่อยและใช้จำนวนล็อต (Lot Size) มากเท่าไหร่ เม็ดเงินส่วนแบ่งที่สะท้อนมาจากค่า Spread คือ สิ่งที่จะหลั่งไหลเข้ากระเป๋าของผู้แนะนำอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของค่าคอมมิชชันแฝงนั่นเอง

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและสะพานเชื่อมระบบ (Bridge & Technology Providers)

กระดานเทรดที่วิ่งไวในระดับเสี้ยววินาทีไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ โบรกเกอร์ต้องพึ่งพาซอฟต์แวร์และระบบหลังบ้านขั้นสูงในการเชื่อมต่อระบบภายในเข้ากับตลาดโลก ซึ่งบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ (เช่น MetaQuotes ผู้สร้าง MT4/MT5 หรือบริษัทซอฟต์แวร์ด้านการจัดการความเสี่ยง) มักจะคิดค่าบริการจากโบรกเกอร์ในรูปแบบของส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ตามปริมาณการซื้อขาย (Volume-based fees)

เมื่อสรุปยอดรวมในแต่ละเดือน รายได้ที่โบรกเกอร์นำไปจ่ายให้แก่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็มีต้นตอมาจากเม็ดเงินสะสมที่เทรดเดอร์จ่ายในข้อกำหนดว่า Spread คือ ต้นทุนของการเปิดออเดอร์นั่นเอง

สรุปโครงสร้างเส้นทางการเงินของผู้ที่ได้รับประโยชน์

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของการแบ่งเค้กชิ้นใหญ่ก้อนนี้ สามารถสรุปได้ผ่านตารางสัดส่วนแฝงดังต่อไปนี้

ผู้รับเงินบทบาทหน้าที่แหล่งที่มาของรายได้จาก Spread
Liquidity Providers (LPs)ธนาคาร/สถาบันการเงินได้รับส่วนแบ่งจากค่า Spread ดิบขั้นต้นในฐานะผู้ค้ำประกันสภาพคล่อง
Brokersตัวกลางและผู้บริหารระบบได้รับจากส่วนต่างที่บวกเพิ่ม (Markup) เพื่อเป็นรายได้และกำไรของบริษัท
Introducing Brokers (IBs)ผู้แนะนำและทำการตลาดได้รับส่วนแบ่ง (Rebate) จากที่โบรกเกอร์แบ่งให้ตามสัญญานายหน้า
Technology Providersบริษัทซอฟต์แวร์/ระบบบริดจ์ได้รับค่าธรรมเนียมการใช้ระบบตามสัดส่วนปริมาณวอลลุ่มการซื้อขาย

การที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า Spread คือ กลไกที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายอยู่เบื้องหลัง จะช่วยเปลี่ยนมุมมองการเลือกโบรกเกอร์ของเราให้เฉียบคมยิ่งขึ้น เทรดเดอร์ที่ชาญฉลาดจะไม่เพียงแค่มองหาโบรกเกอร์ที่โฆษณาว่า “ค่า Spread ต่ำที่สุด” เท่านั้น แต่จะพิจารณาไปถึงความโปร่งใสในการส่งคำสั่งซื้อขาย เพราะบางครั้งโบรกเกอร์ที่ตั้งราคาต่ำจนผิดปกติ อาจจะไม่ได้ส่งคำสั่งของคุณเข้าสู่ตลาดจริง (Dealing Desk) แต่เก็บความเสี่ยงไว้เอง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการถอนเงินหรือกราฟค้างในอนาคต ซึ่งการจ่ายค่าส่วนต่างราคาในระดับที่สมเหตุสมผล เพื่อแลกกับระบบที่เสถียร ความปลอดภัยของเงินทุน และการบริการที่ยอดเยี่ยม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีในโลกแห่งการลงทุนครับ

Scroll to Top